วันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2553

บทที่ 1-7 อุตสาหกรรมท่องเที่ยว

บทที่ 2 ประวัติศาสตร์การท่องเที่ยวจากยุคเริ่มต้น ถึงช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
การศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์ของเหล่าการท่องเที่ยวเป็นสิ่งที่จำเป็นและประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจและศึกษาเกี่ยวกับธุรกิจทางด้านการท่องเที่ยวเนื่องจากมีบทเรียนจากประวัติศาสตร์มากมายที่จะต้องจดจำและสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับการท่องเที่ยวในปัจจุบัน
ชาวโรมันก็มีการเดินทางกันอย่างกว้างขวางตั้งแต่ 3000 ปีก่อนคริสตกาลเนื่องจากความกว้างใหญ่ไพศาลของอาณาจักรโรมัน ชาวโรมันในกรุงโรมนิยมเดินทางไปพักร้อนยังบ้านพักร้อนบนภูเขา ชาวโรมันพากันมาเที่ยวที่อ่าวเมืองเนเปิล มีการสร้างบ้านพักและวิลล่าที่สวยงาม จากการขุดค้นพบทางโบราณคดีทำให้ทราบว่าชาวโรมันและชาวปอมเปอีมีความเจริญมั่งคั่งอย่างมากจึงสามารถสร้างบ้านเรือนขึ้นอย่างสวยงามและมีร่องรอยของการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดการเดินทางสมัยนั้นคือ ความมั่นคงทางการเมืองและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ
มัคคุเทศก์และคู่มือนำเที่ยวในยุคต้นๆ
ข้อเขียนนักประวัติศาสตร์และนักเดินทางที่มีความสำคัญที่มีชื่อว่า Herodotus ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วง 484 ปี ถึง 424 ปีก่อนคริสตกาลอาจเรียกได้ว่าเป็นนักเขียนเกี่ยวกับการท่องเที่ยวคนแรกของโลกก็ว่าได้ จากบันทึกของ Herodotus ทำให้เราทราบว่ามัคคุเทศก์ในสมัยนั้นมีความรู้เกี่ยวกับสถานที่และเรื่องราวต่างๆ ข้อมูลและมัคคุเทศก์ในสมัยก่อนคริสตกาลอาจแบ่งออกได้เป็น 2 พวกด้วยกัน พวกแรก คือ พวกที่เรียกว่า Periegetai มีหน้าที่คอยต้อนฝูงนักท่องเที่ยวให้เข้ากลุ่มส่วนอีกพวกหนึ่งเรียกว่า Exegetai เป็นพวกที่ให้ข้อมูลเพื่อแลกเปลี่ยนกับเงินค่าตอนแทน
การท่องเที่ยวในยุคกลาง
ยุคกลางคือช่วงที่อยู่ระหว่าง คศ.500-1500 หรือเป็นช่วงที่ต่อจากการล่มสลายของอาณาจักรโรมัน แต่ก่อนจะเข้าสู่ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ยุคกลางเรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่า “ยุคมืด” ช่วงเวลาดังกล่าวถนนหนทางถูกปล่อยให้ทรุดโทรมเศรษฐกิจตกต่ำศาสนาจักรโรมันคาทอลิก ยังคงเป็นศูนย์รวมของสังคมและอำนาจการเดินทางมีความลำบากมากขึ้นและอันตรายมากขึ้น ทำให้ผู้คนเดินทางกันในระยะทางสั้น ๆ ไม่ไกลจากบ้านมากนัก
ปัญหาที่นักเดินทางในยุคกลางต้องเผชิญคือ โจรผู้ร้ายที่คอยดักปล้นนักเดินทางมัคคุเทศก์ในสมัยนั้นจึงต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำทาง และเป็นทั้งผู้ปกป้องนักเดินทางด้วยมัคคุเทศก์ในสมัยนั้นจึงได้รับค่าจ้างสูง ค่าจ้างมัคคุเทศก์ในสมัยนั้น เท่ากันครึ่งหนึ่งของราคาอูฐหนึ่งตัว
ผลของการเดินทางเพื่อจารึกแสวงบุญมี ประเด็นที่สำคัญ 3 ประเด็นคือ
1. มีเป้าหมายของการเดินทางที่เด่นชัดได้แก่ การแสวงบุญ
2. ผลการเดินทางมีความสำคัญและความหมายทางด้านจิตใจเพราะเป็นเหตุการณ์สำคัญแห่งชีวิต
3. ผู้แสวงบุญต้องการให้คนอื่นเห็นถึงความสำเร็จแห่งการเดินทางในรูปของที่ระลึก
การพัฒนาการคมนาคมทางถนนในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ถึงต้นศตวรรษที่ 19
ในช่วงก่อนที่จะถึงศตวรรษที่ 16 คนที่ต้องการเดินทางมีวิธีที่จะทำให้ 3 วิธี คือ ด้วยการเดินเท้าซึ่งเป็นวิธีเดินทางของคนจน วิธีที่สองคือการขี่ม้า และวิธีสุดท้ายคือ ใช้เสลี่ยงโดยมีคนรับใช้เป็นผู้แบกซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีเดินทางของชนชั้นสูงเท่านั้น หรือไม่ก็ใช้เกวียนเทียมด้วยม้า
การเดินทางก็มักจะไม่ปลอดภัยจากโจรผู้ร้ายที่คอยดักปล้นนักเดินทางตามทาง ดังนั้นที่เดินทางในสมัยนั้นจึงเป็นพวกชนชั้นปกครองหรือคนในราชสำนักซึ่งมักจะมีผู้คุ้มกันอย่างแน่นหนา และพวกคนร่ำรวยที่มีบ้านหลังที่สองในชนบทเท่านั้นที่จะเดินทางเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินจนล่วงถึงศตวรรษ ที่ 18
เรือกลไฟ
เทคโนโลยีสมัยใหม่ก็ทำให้เกิด การพัฒนาเรือกลไฟเพื่อการเดินทางทางน้ำ ถึงแม้ว่าบริการเรือข้ามฝากจะเริ่มมีบริการตั้งแต่ปี 1761 ปี ระหว่างเมือง Brighton ในอังกฤษกับเมือง Dieppe ในฝรั่งเศส แต่เรือกลไฟเพื่อการค้าข้ามช่องแคบที่วิ่งอยู่ประจำเพิ่งจะเริ่มต้น ในปี 1821 โดยเปิดวิ่งระหว่างเมือง Dover ของอังกฤษและ Calais ของฝรั่งเศส บริษัท ที่ดำเนินกิจการรถไฟเพิ่งจะตระหนักถึงความสำคัญของการเชื่อมโยงจึงซื้อกรรมสิทธิ์เพื่อดำเนินกิจการเรือข้ามฝากเอง ทำให้บริการเรือกลไฟข้ามช่องแคบขยายตัวกว้างขวางขึ้น
การท่องเที่ยวในศตวรรษที่ 20 ( 1901-200 ) ช่วง 50 ปีแรก ( 1901-1950 )
การกำเนิดอุตสาหกรรมการบินในระยะแรกเป็นสัญญาณบ่งบอกให้เห็นถึงจุดเริ่มต้นของการสิ้นสุดของบริการทางรถไฟและเรือกลไฟ ที่กล่าวว่าเป็นจุดเริ่มของการสิ้นสุดเพราะรถไฟและเรือยังคงมีการให้บริการอยู่ เนื่องจากการบริการทางเครื่องบินในตอนแรกยังคงมีราคาแพง
การบินในระยะแรกมักจะเป็นการส่งจดหมายและไปรษณียภัณฑ์มากกว่า การขนส่งผู้โดยสารจนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เครื่องบินได้รับการพัฒนามากและดีพอที่จะทำการขนส่งผู้โดยสารเป็นการพาณิชย์ และเป็นการบินระหว่างประเทศ
การท่องเที่ยวหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
การยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี ค.ศ. 1945 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องรูปแบบของการเดินทางครั้งสำคัญนั่นคือ การเดินทางระยะไกลด้วยเครื่องบินซึ่งเป็นผลมาจากความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี การบินเที่ยวแรก เป็นการบินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติค ระหว่างนิวยอร์คในประเทศสหรัฐ กับเมืองปอร์ธสมัธของประเทศอังกฤษ
การเดินทางทางอากาศมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การขยายคัวนี้เนื่องมาจากมีเครื่องบินที่เหลือจากสงครามและทัศนคติที่ยอมรับผู้ประกอบการเอกชนมาทำธุรกิจการบิน และการที่ผู้ประกอบการบางคนปรากฏตัวด้วยการเดินทางเครื่องบิน วนปี ค.ศ. 1958 ได้มีการแนะนำเครื่องบินไอพ่นโบอิ้ง 707 นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางทางอากาศแบบมหาชนเป็นครั้งแรก

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น